6 เกม 6 บททดสอบ! “คาร์ริค” เจอของจริง แมนยู วัดฝีมือโปรแกรมโหดเดือนตุลาคม 2026

6 เกม 6 บททดสอบ! “คาร์ริค” เจอของจริง แมนยู วัดฝีมือโปรแกรมโหดเดือนตุลาคม

ไมเคิ่ล คาร์ริค และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ตฤดูกาลได้ไม่ค่อยดีนัก หลังลงสนามไปแล้ว 7 นัดในทุกรายการ แต่คว้าชัยชนะได้เพียง 2 เกมเท่านั้น

แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ อิปสวิช ทาวน์ และ ซาบาห์ ส่วนเกมที่เหลือมีทั้งแพ้ ฮัลล์ ซิตี้, แมนฯ ซิตี้ และตกรอบ คาราบาว คัพ

หลังแพ้ ไบรท์ตัน ขณะที่เกมกับ เอฟเวอร์ตัน และ ฟูแล่ม ก็ต้องมาเสียประตูหรือได้ประตูในช่วงท้ายเกมจนแบ่งแต้มกันไป

ผลงานดังกล่าวทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 12 ของ พรีเมียร์ลีก และถือเป็นหนึ่งในสถิติออกสตาร์ตที่แย่ที่สุดของสโมสรในยุค พรีเมียร์ลีก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขบางอย่างสะท้อนว่าผลงานของทีมอาจไม่ได้แย่ถึงขั้นอันดับในตาราง เพราะตามข้อมูลของ Opta แมนฯ ยูไนเต็ด

มีจำนวนสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่งมากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ที่ 182 ครั้ง ขณะที่คู่แข่งมีสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษของตัวเองเพียง 92 ครั้ง ซึ่งน้อยที่สุดในลีก

นอกจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังเป็นทีมที่มีโอกาสยิงมากที่สุด 113 ครั้ง และมีค่าเฉลี่ยยิงเข้ากรอบ 5.6 ครั้งต่อเกม เป็นรองเพียง ไบรท์ตัน ที่ 5.8 ครั้ง

หากใช้ค่า “Expected Points” หรือคะแนนที่คาดว่าจะได้จากคุณภาพโอกาสยิง แมนฯ ยูไนเต็ด จะรั้งอันดับ 4 ด้วย 9 คะแนน แทนที่จะเป็นอันดับ 12 ที่มีอยู่จริง 5 คะแนน

แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ตัดสินฤดูกาลคือ คะแนนจริง และ คาร์ริค รู้ดีว่าผลงานของทีมจำเป็นต้องดีขึ้น

[ สเปอร์ส เปลี่ยนการครองบอลให้เป็นชัยชนะได้หรือไม่? ]

เกมกับ สเปอร์ส จะเป็นบททดสอบแรก หลัง แมนฯ ยูไนเต็ด พยายามปรับแนวทางมาเน้นการครองบอลมากขึ้น

นับตั้งแต่ คาร์ริค เข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนมกราคม แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้เพียง 5 จาก 24 เกม แต่ 4 นัดที่แพ้เกิดขึ้นในเกมที่พวกเขาครองบอลมากกว่าคู่แข่ง

ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ครองบอลมากกว่าคู่แข่งใน พรีเมียร์ลีก ทุกนัด และนี่คือแนวทางที่ คาร์ริค ต้องการใช้พัฒนาทีม

ปัญหาคือยังไม่สามารถเปลี่ยนการครองบอลให้กลายเป็นผลงานที่น่าประทับใจได้มากนัก ยกเว้นเกมที่ชนะ อิปสวิช

ขณะที่ สเปอร์ส ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ก็เป็นทีมที่ต้องการครองบอลเช่นกัน แม้ยังไม่สามารถคว้าชัยใน พรีเมียร์ลีก ได้

เกมที่กำลังจะถึงนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเขาสามารถครองเกมและเปลี่ยนความได้เปรียบให้กลายเป็นชัยชนะได้

[ แอต.มาดริด คาร์ริค เอาอยู่ในเกมยุโรปหรือไม่? ]

หลังจากเปิดบ้านชนะ ซาบาห์ ในแชมเปี้ยนส์ ลีก เกมเยือน แอตเลติโก มาดริด จะเป็นบททดสอบที่แตกต่างออกไป

ทีมของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ รั้งอันดับ 2 ในลา ลีกา และเพิ่งเอาชนะ เรอัล มาดริด ก่อนพักเบรกทีมชาติ แม้พวกเขาจะเปิดหัวฟุตบอลยุโรปด้วยความพ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล 1-2 ก็ตาม

ตราหมี ขึ้นชื่อเรื่องระบบการเล่นที่มีวินัยและความละเอียดทางแท็กติก โดยเฉพาะในฟุตบอลยุโรป

นี่จะเป็นครั้งแรกที่ คาร์ริค ต้องพิสูจน์ตัวเองในการแข่งขันระดับสูงของยุโรป และน่าสนใจว่าเขาจะวางแผนรับมือ ซิเมโอเน่ อย่างไร

รวมถึงการบริหารทีมหลังเพิ่งผ่านเกมพรีเมียร์ลีกมาเพียงไม่กี่วัน

[ ลีดส์ แมนยูมีความดุดันมากพอหรือไม่? ]

อีกหนึ่งคำถามที่ถูกตั้งขึ้นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนี้คือเรื่อง ความเข้มข้นและพลังในการเล่น

เกมเยือน ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่เอลแลนด์ โร้ด จึงเป็นบททดสอบสำคัญ เพราะหากต้องการสยบเสียงวิจารณ์ วิธีที่ดีที่สุดคือการบุกไปคว้าชัยกลับออกมา

แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ที่เอลแลนด์ โร้ด ตลอด 7 นัดหลังสุดในทุกรายการ และชนะถึง 5 เกม แต่ ลีดส์ เริ่มต้นฤดูกาลได้ดี โดยไม่แพ้ใครในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว 5 นัด

เกมนี้จึงเป็นบททดสอบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะสามารถรับมือกับความดุดันของเจ้าถิ่นได้หรือไม่ และต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมสู้ในเกมที่ต้องใช้พลังและความเข้มข้นสูง

[ โคโม่ ขุมกำลังดีพอสำหรับการลุยสองรายการหรือไม่? ]

หลังเกมกับ ลีดส์ เพียง 3 วัน แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องเดินทางไปเยือน โคโม่ ในแชมเปี้ยนส์ ลีก

นี่จะเป็นเกมที่ 4 จากโปรแกรม 5 นัดภายในเวลาเพียง 16 วัน และเป็นจุดที่การบริหารขุมกำลังของ คาร์ริค จะถูกจับตามองอย่างหนัก

แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่สามารถพึ่งผู้เล่นชุดเดิมได้ตลอด เพราะยังมีโปรแกรมพรีเมียร์ลีกที่สำคัญรออยู่

ยิ่งไปกว่านั้น โคโม่ เองก็ไม่ใช่คู่แข่งที่ควรมองข้าม หลังพวกเขาเปิดบ้านถล่ม แอร์เบ ไลป์ซิก 4-1 ในเกมยุโรปนัดแรกของฤดูกาล

คาร์ริค จึงต้องหมุนเวียนนักเตะอย่างเหมาะสม หากต้องการรับมือโปรแกรมที่แน่นขึ้นโดยไม่เพิ่มปัญหาอาการบาดเจ็บ

[ บอร์นมัธ แมนยูรับมือเกมเพรสซิ่งได้แค่ไหน?]

บอร์นมัธ ยังไม่ชนะเกม พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ มาร์โก โรเซ่ เข้ามาคุมทีม แต่หากมองอีกมุม พวกเขาแพ้เพียง 2 เกม และเป็นการแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล

โรเซ่ กำลังปรับรูปแบบการเล่นของทีม และคาดว่า บอร์นมัธจะเดินทางมาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดพร้อมใช้การเพรสซิ่งกดดัน แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะบริเวณแดนกลาง

นี่จะเป็นอีกบททดสอบสำคัญสำหรับแดนกลางชุดใหม่ของ “ปีศาจแดง” โดย คาร์ริค ต้องตัดสินใจเลือกใช้งานนักเตะอย่าง คาร์ลอส บาเลบา, ค็อบบี้ ไมนู, ยูริ ตีเลอมันส์ และ อันเดรย์ ซานโตส ให้ลงตัว

ที่สำคัญ เกมนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายของโปรแกรมสุดหนัก ทำให้เรื่องพละกำลังและการหมุนเวียนทีมมีความสำคัญมากขึ้น

[ เชลซี แมนยูพร้อมสู้ทีมลุ้นท็อปโฟร์หรือไม่? ]

ปิดท้ายด้วยเกมเยือน เชลซี ในวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งอาจเป็นเกมที่สะท้อนศักยภาพของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ชัดที่สุด

ฤดูกาลก่อน แมนฯ ยูไนเต็ด ของ คาร์ริค เคยบุกชนะ เชลซี และชัยชนะดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อการคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก

แต่ครั้งนี้ เชลซี เปลี่ยนแปลงทีมและมี ชาบี อลอนโซ่ เข้ามาคุม พร้อมปรับมาใช้ระบบกองหลังสามคนและวิงแบ็ก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ แมนฯ ยูไนเต็ดเคยมีปัญหาในการรับมือภายใต้ คาร์ริค

เกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ คาร์ริค จะพิสูจน์ว่าเขาสามารถต่อยอดพัฒนาการของทีมจากช่วงแรกที่เข้ามาคุมได้หรือไม่

6 เกมต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงโปรแกรมโหดธรรมดา แต่เป็นบททดสอบรอบด้านของ แมนฯ ยูไนเต็ด ตั้งแต่การครองบอล แท็กติก ความเข้มข้น การหมุนเวียนนักเตะ การรับมือเกมเพรสซิ่ง ไปจนถึงการต่อกรกับทีมที่มีเป้าหมายลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก

และเมื่อผ่านเดือนตุลาคมไปแล้ว เราน่าจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้ ไมเคิ่ล คาร์ริค กำลังเดินไปในทิศทางไหน?

แอดมินดอย

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.